สำหรับมือใหม่ โดยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายและสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ:
1. แบตเตอรี่ (Battery) – ถังน้ำมันของรถ
- Voltage (แรงดัน): กำหนดความเร็วของรถ ยิ่งโวลต์สูงมอเตอร์ยิ่งหมุนเร็ว แต่ต้องระวังไม่ให้เกินขีดจำกัดของอุปกรณ์เพราะอาจทำให้ไหม้ได้
- Capacity (ความจุ): วัดเป็น mAh (milliamp hours) เปรียบเหมือนขนาดถังน้ำมัน ยิ่งเลขสูงยิ่งเล่นได้นาน
2. ESC (Electronic Speed Controller) – ตัวควบคุมความเร็ว
- ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณไฟจากแบตเตอรี่ที่ส่งไปยังมอเตอร์
- ESC รุ่นใหม่ๆ สามารถโปรแกรมตั้งค่าต่างๆ ได้ เช่น อัตราเร่ง หรือแรงเบรก
3. มอเตอร์ (Motor) – หัวใจของการขับเคลื่อน
- Brushless (ไร้แปรงถ่าน): วัดค่าเป็น KV (รอบต่อนาที ต่อ 1 โวลต์)
- รถที่หนักและใหญ่ต้องการแรงบิด (Torque) สูง มักใช้มอเตอร์ที่มีค่า KV ต่ำลงแต่ตัวมอเตอร์ใหญ่ขึ้น
- Brushed (มีแปรงถ่าน): วัดค่าเป็น Turns (จำนวนรอบที่พันขดลวด) ยิ่งจำนวน Turn น้อย มอเตอร์ยิ่งหมุนเร็วแต่จะกินไฟและร้อนง่าย
4. ตัวรับสัญญาณ (Receiver) และ เซอร์โว (Servo)
- Receiver: รับคำสั่งจากรีโมทและส่งต่อไปยัง ESC และเซอร์โว
- Servo: ทำหน้าที่ควบคุมการเลี้ยว โดยส่วนใหญ่มีระยะการเคลื่อนที่ 120 องศา
- BEC (Battery Eliminator Circuit): เป็นวงจรภายใน ESC ที่ทำหน้าที่ลดแรงดันไฟจากแบตเตอรี่หลัก (เช่น 11.1V) ให้เหลือประมาณ 6V เพื่อจ่ายไฟให้ตัวรับสัญญาณและเซอร์โวอย่างปลอดภัย
5. การควบคุม (Control)
- รถส่วนใหญ่ใช้ระบบ 2 Channel: ช่อง 1 สำหรับการเลี้ยว และช่อง 2 สำหรับคันเร่ง/เบรก
- Proportional Control: รถบังคับเกรด Hobby จะเป็นระบบ “ตามมือ” คือเลี้ยวหรือเร่งตามน้ำหนักที่เรากดไกปืนหรือหมุนพวงมาลัย ไม่ใช่แค่เปิดหรือปิดแบบรถของเล่นทั่วไป
สรุปการไหลของพลังงาน: แบตเตอรี่ส่งไฟไปที่ ESC -> ESC จ่ายไฟไปมอเตอร์ และลดไฟส่งไปที่ Receiver -> Receiver ส่งไฟและสัญญาณไปควบคุม Servo ครับ